Category : ฟิล์มกรองแสงรถยนต์

ฟิล์มกรองแสง ที่ดีต้องป้องกันรังสี UV ได้มากกว่า 99%

ฟิล์มกรองแสง ที่ดีต้องป้องกันรังสี UV ได้มากกว่า 99%
รู้หรือไม่ว่าแดดประเทศไทยนั้นไม่ได้มีแค่ความร้อน แต่มาพร้อมกับรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มารู้จักอันตรายของแสงแดดกันก่อนดีกว่า*
*ข้อมูลจากสถาบันโรคผิวหนัง

แสง UV ที่ส่องผ่านมายังโลกของเราและเป็นอันตรายต่อผิวมนุษย์ สามารถแยกได้เป็น 2 ชนิด ด้วยกัน คือแสง UVA และแสง UVB

1) แสง UV – A มีช่วงคลื่นยาวกว่า UV – B สามารถผ่านทะลุเข้าไปทั้งชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นผิวคล้ำ เป็นฝ้า กระและทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังได้
2) แสง UV – B เป็นแสงช่วงคลื่นสั้นกว่า UVA ทำให้เกิด sunburn ซึ่งมีอาการผิวบวมแดง และอาจพองปวดแสบร้อนผิวไหม้ และแห้งกร้าน ผิวเหี่ยวย่น คล้ำ เป็นฝ้า กระซึ่งเมื่อผิวถูกแดดเผาเป็นประจำจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

นอกจากจะพบว่า แสงแดดมีรังสี UV เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังแล้ว ยังพบอีกว่ารังสี UV สามารถทำอันตรายต่อดวงตาส่งผลให้เป็นต้อกระจก และยังรบกวนการทำงานของเซลล์ร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00 – 14.00 น. ที่นับว่าเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด เพราะรังสียูวีกว่าร้อยละ 80 จะส่องลงมาในเวลาดังกล่าว โดยรังสี UV นั้นสามารถสะท้อนแสงเมื่อกระทบผิวน้ำ พื้นถนน ซีเมนต์ ทราย ป้ายโฆษณา อาคารสีอ่อนๆ หรือแม้กระทั่งเก้าอี้นั่งชายหาดก็สะท้อนแสงยูวีได้เช่นกัน

และไม่ใช่แค่ฤดูร้อนเพียงเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆ แสงแดดก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ไม่แพ้กัน สำหรับผู้ที่ใช้รถอยู่เป็นประจำคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงแดดได้ ดังนั้นการเลือกฟิล์มคุณภาพดีที่สามารถกันรังสี UV (UV Block) ได้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะป้องกันเราจากแสงแดด เพราะนอกจากจะช่วยให้รถของคุณเย็นแล้วฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ดียังช่วยประหยัดเงินและพลังงานของรถยนต์ที่คุณรัก ช่วยให้อุณหภูมิในรถเย็นไวขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ฟิล์มติดรถยนต์เชียงใหม่


ประเภทฟิล์มติดรถยนต์ คนรักรถห้ามพลาด

การนำรถ ติดฟิล์มรถยนต์ หลายๆคนก็อาจจะไม่ค่อยแน่ใจว่าควรเลือกฟิล์มติดรถยนต์แบบไหนเพราะมีให้เลือกหลากหลายแบบมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกฟิล์มติดรถยนต์ ค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่แล้วแต่ความชอบของบุคคลมากๆ เพื่อนๆก็จะต้องดูด้วยว่าฟิล์มแต่ละแบบมีคุณภาพคงทนมากน้อยแค่ไหน

1.ฟิล์มติดรถยนต์ธรรมดา (Dyed Car Tint)
ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้ถือว่าเป็นฟิล์มที่มีราคาถูกที่สุด และมีคุณภาพเบสิคที่สุด โดยจะมีการแทรกชั้นเคลือบสีไว้ที่ระหว่างชั้นกาวใสและชั้นนอกกันรอยขีดข่วน เพื่อนๆสามารถเลือกระดับการปกป้องรังสียูวีได้ตั้งแต่ 5%-50% ครับ

2.ฟิล์มปรอท (Metallic Car Tint)
ฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ จะแทรกแผ่นฟิล์มเคลือบไอโลหะไว้ที่ตรงกลาง ซึ่งจะมีความสามารถในการกันแสง uv และสะท้อนความร้อนออกไป โดยเมื่อติดฟิล์มลงบนรถยนต์แล้ว ฟิล์มกรองแสงแบบนี้จะมีหน้าตาคล้ายกระจกเงาที่คนข้างนอกจะมองเข้าไปในตัวรถไม่ได้เลยในเวลากลางวัน แต่กลางคืนจะสามารถมองเข้าไปได้
ฟิล์มชนิดนี้ สามารถกันแสงได้มากตั้งแต่ 60%-90% และกันความร้อนได้ตั้งแต่ 35%-90%
ข้อเสียของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะเงาวับด้านนอกอาจจะไม่ได้เข้ากับรสนิยมของคนทุกคน รวมถึงแผ่นฟิล์มเคลือบโลหะอาจจะเข้ามารบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ GPS หรือสัญญาณวิทยุได้ครับ นอกจากนี้ก็จะมีราคาที่แพงกว่าฟิล์มกรองแสงธรรมดาแน่นอน

3.ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Car Tint)
ฟิล์มติดรถยนต์แบบคาร์บอนจะไม่ได้มีชั้นฟิล์มโลหะแทรกอยู่ ทำให้ไม่มีปัญหากับเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือหรือระบบ GPS โดยฟิล์มคาร์บอนจะมีลักษณะมืดและมีเนื้อด้าน เมื่อนำไปติดบนรถยนต์ทำให้ดูมีรสนิยม โดยฟิล์มคาร์บอนสามารถกันแสงอินฟราเรดได้ถึง 40% ทำให้ปกป้องรถจากความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง และสามารถกันรังสี UVA และ UVB ได้มากถึง 99% แม้ข้อดีเยอะแยะขนาดนี้ แต่แน่นอนว่า ฟิล์มกรองแสงคาร์บอนย่อมมาพร้อมกับราคาที่สูงมากนั่นเองครับ

4.ฟิล์มเซรามิค (Ceramic Car Tint)
ฟิล์มติดรถยนต์แบบเซรามิคจะเป็นการแทรกฟิล์มบางๆด้วยวัสดุเซรามิกเข้าไป ทำให้สามารถกันการแผ่รังสี UV ได้มากถึง 50%-70% กันความร้อนได้ 70% และกันแสงอินฟราเรดได้มากถึง 97%
ฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ จะไม่สะท้อนเป็นกระจกเงา สีไม่ซีด ไม่กันสัญญาณโทรศัพท์และบล็อกรังสี UV ลดแสงสะท้อนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีฟิล์มชนิดนี้ก็มีราคาแพงมากๆเช่นกันครับ

โดยในประเทศไทย มีกฎหมายข้อบังคับเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงออกมาว่า เพื่อนๆจะสามารถติดฟิล์ม ติดรถยนต์ที่กระจกหน้าและหลังที่ความเข้มไม่เกิน 40% ส่วนกระจกข้างจะติดฟิล์มที่ความเข้มได้ไม่เกิน 60% เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่นั้นเอง ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่