Category : ดูหนังออนไลน์ฟรี

รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ ใครหลายๆคน หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก

รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ ใครหลายๆคน หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก

ใบเฟิร์น” ดีใจ “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” หนังแอบรักรุ่นพี่ในตำนาน เตรียมรีเมกใหม่ในเวอร์ชั่นจีน | AtimeOnline | LINE TODAY

รีวิวภาพยนตร์ที่อยู่ในใจ เรื่องย่อของหนัง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก

เนื้อเรื่องเริ่มต้นจากการตกหลุมรักรุ่นพี่ของน้ำ ซึ่งพี่โชนคนนี้ก็เป็นหนุ่มสุดฮอตของโรงเรียน แต่น้ำก็ไม่กล้าบอกกับพี่โชนไปตรง ๆ ว่าแอบรัก ก็ได้แต่ทำทุกวิถีทางให้พี่โชนสนใจในตัวเธอ สาวน้อยตัวดำ ๆ ก็ได้พวกเพื่อน ๆ ที่รู้มาโดยตลอดว่าแอบรักรุ่นพี่คนนี้มานานแล้ว ช่วยกันหลาย ๆ วิธีเพื่อที่ให้เพื่อนรักได้สมหวัง เริ่มจากการช่วยขัดสีฉวีวรรณเนื้อตัวให้ดูดีขึ้น สวยขึ้น แล้วไปสมัครเข้าชมรมการแสดง ไปเป็นดรัมเมเยอร์ของโรงเรียน ตั้งใจเรียน จนในที่สุดเธอก็ได้กลายเป็นสาวฮอตของโรงเรียน

จุดพีคมันอยู่ที่พี่โชนก็แอบหลงรักน้ำมานานแล้วเหมือนกัน แอบชอบตั้งแต่ตอนที่น้องน้ำยังมีหน้าตาขี้เหร่ และพี่โชนก็แอบตามถ่ายรูปเก็บและจดบันทึกไว้เป็นอัลบั้มเลย (แอบเขิน แอบมโนว่าตัวเองเป็นน้ำ) แต่สิ่งที่ทำให้พี่โชนกับน้ำไม่ได้เป็นแฟนกันสักที ก็เพราะว่าเพื่อนรักของพี่โชนที่ชื่อท็อปก็ดันตัดหน้าขอน้ำเป็นแฟนไปซะก่อน แถมทั้งสองก็เคยสัญญากันไว้ว่าจะไม่เอาแฟนเก่าของเพื่อนมาเป็นแฟนของตัวเองเด็ดขาด (อิหยั่งว่ะ) จนวันที่น้ำตัดสินใจเป็นฝ่ายบอกรักพี่โชนในวันที่พี่โชนจบการศึกษา ในวันนั้นเองที่ทำให้น้ำของเราต้องเศร้าใจอย่างหนัก เพราะพี่โชนได้ตกลงคบกันกับปิ่น ที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันนั่นเอง แต่ลึก ๆ แล้วเราก็ดูออกแหละ ว่าพี่โชนยังรักน้ำอยู่

หนังตอนจบเค้าไม่ใจร้ายทำให้พวกเราต้องเศร้ากันหรอก เพราะเมื่อโตขึ้น ชีวิตต่างคนก็ประสบความสำเร็จ น้ำที่ได้เป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดังก็ได้รับการเชิญตัวให้มาสัมภาษณ์รายการทีวี และก็ได้มีพี่โชนโผล่มาเซอร์ไพร์สกลางรายการอีกด้วย จบแบบแฮปปี้จ้า

ความน่าสนใจของหนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก
หนังสิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รักมีความน่าสนใจตรงที่มีการถ่ายทอดให้เห็นถึงบุคลิกและชีวิตของตัวละครวัยมัธยมหลายตัวที่มีความเป็นธรรมชาติทำให้เรานึกถึงชีวิตของตัวเองในวัยมัธยมซึ่งมีโมเม้นต์หลายอย่างแบบนี้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแอบรักใครสักคน การคบหากับกลุ่มเพื่อนที่มีความเหมือนกันแม้จะไม่ใช่เพื่อนที่มีอะไรโดดเด่นแต่ก็ร่วมเป็นร่วมตายได้ตลอด

บทจะกรี๊ดรุ่นพี่ผู้ชายก็จะดี๊ด๊าเหมือนกันเป็นกลุ่มแบบสุมหัวเงียบ ๆ เพื่อนกันบางทีเราอยากทำอะไรก็มีอายเพราะกลัวโดนล้อ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้ช่วยเราเหมือนกับเพื่อนในกลุ่มที่ช่วยน้ำแปลงโฉมและใช้วิธีให้ของแทนใจแก่พี่โชนต่าง ๆ พยายามเข้าชมรมที่ทำให้มีคนสนใจซึ่งก็ได้เป็นชมรมละครเวทีที่น้ำในแสดงเป็นสโนไวท์

บอกเลยว่าฉากนี้เราฟินจิกหมอนตอนพี่โชนผู้น่ารักต้องมารับบทเจ้าชายจำเป็นและจูบลง สมองนี่คิดไปไกลก่อนนางเอกแล้วจ้า ตั้งแต่นั้นนางเอกก็เริ่มหน้าตาดีมากขึ้นจนสุดท้ายก็ได้เป็นดรัมเมเยอร์ประจำโรงเรียนซึ่งพี่โชนก็เริ่มจะเข้าหาเธอมากขึ้น แต่กับมีมารผจญคือเพื่อนพระเอกที่มาชอบนางเอกนี่ล่ะ  ดูหนังออนไลน์ฟรี

เราเสียน้ำตาให้กับฉากท้าย ๆ หลายฉากมากไม่ว่าจะเป็นฉากที่นางเอกซึ่งห่างเหินจากเพื่อน ๆ เพราะเอาแต่อยู่กับพวกพระเอกไปง้อจนกอดคอกันร้องเพลงวัน เดือน ปี และฉากที่นางเอกร้องไห้เปิดไดอารี่ซึ่งพระเอกเอามาให้ ในนั้นมีแต่รูปนางเอกทีเผลอที่พี่โชนแอบถ่ายไว้หลายรูปพร้อมข้อความบอกความในใจมากมายทำให้เราได้รู้ว่าพระเอกชอบนางเอกตั้งแต่ตอนหน้าปลวกแล้ว คือหน่วงมาก ณ จุดนี้ แต่สุดท้ายก็แฮปปี้เอ็นดิ้งนะ เป็นหนังอีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดทุกประการค่ะ


รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า มาดูกันเลย

รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า มาดูกันเลย

เรื่องย่อ ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า Where We Belong

รีวิวหนังเรื่อง Where We Belong สำหรับเรื่องนี้เชื่อว่าใครได้ดู คงต่างเห็นชัดว่า ประเด็นที่ถูกนำมาอภิปรายนั้นชัดเจนว่าคือวาทกรรมเรื่องเมืองไทยและเมืองนอกที่ถูกยกระดับมาสู่วงถกเถียงในสื่อออนไลน์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ กำเนิดทั้งคำไล่ที่ผลิตซ้ำอย่าง พวกชังชาติ หรือวลี ไม่พอใจก็ไปอยู่ที่อื่น หรือในมุมกลับกันก็คือวลีอย่าง อยากขอลี้ภัยไปอยู่เมืองนอก หรืออยากให้ลูกได้สัญชาติประเทศที่เขาเจริญทางความคิดแล้วมากกว่า เป็นต้น

ต้องใช้คำว่า ถูกยกมาอภิปราย เพราะหนังไม่ได้เพียงชูประเด็นว่าจงคิดตรองหัวข้อนี้กัน แต่ค่อย ๆ ป้อนเหตุและผลสนับสนุนความเชื่อของแต่ละฝั่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าฟังขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนจนไร้สาระ มันเชื้อเชิญให้เราเข้าใจฟากฝั่งต่าง ๆ และดีไม่ดีอาจเป็นจุดเริ่มให้คนต่างวัยต่างความคิดลองมองกันอย่างเข้าใจหาวิธีอยู่ร่วมกันได้ด้วย หนังอินดี้หลายเรื่องเลือกจะซ่อนสารสังคมการเมืองอย่างซับซ้อนจนดูไม่รู้เรื่อง แต่กับเรื่องนี้คงเดชฉลาดพอที่จะไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ปกปิด แต่ก็ไม่ไร้มารยาท ไม่ไร้กาลเทศะในการนำเสนอ และลีลาการเสนอประเด็นในสไตล์คงเดชที่เคยทำคน 3 แขนมาแล้วย่อมไม่ธรรมดา บางมุกเราต้องกราบว่าพี่แกคิดได้ไง อย่างเรื่องราวของย่าเบล หรือเรื่องราวของครูภาษาชาวเยอรมันที่บอกว่า ผมไม่อยากกลับไปบ้าน และอีกมากมายที่สนุกมาก ๆ

แต่ขึ้นชื่อว่าหนังคงเดชมันไม่ได้ง่าย ย่อยสบายอย่างนั้นแน่นอน หนังได้สร้างฉากไคลแม็กซ์ที่ตัวละครซูต้องตัดสินใจเรื่องไปเมืองนอกหรืออยู่เมืองไทยได้อย่างอัศจรรย์ ประหลาด และก็ทรงพลังมาก ๆ แบบที่ไม่คิดมาก่อน และเมื่อคิดว่าหนังน่าจะคลี่คลายลงจบแล้ว หนังกลับเราพาเดินไปอีกหน่อยและทำให้เราตระหนักว่าบางที ประเด็นแท้จริงอาจเพิ่งเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ และนับตั้งแต่ที่เสียงหัวเราะค่อย ๆ น้อยลงนี่ล่ะ หนังก็ป้อนคำถามสุดท้ายมาอย่างต่อเนื่อง ใครไม่ชินก็คงคิดว่าหนังดูยากในฉับพลัน เป็นยารสขมสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจมาคิด แต่คือยาที่ทำให้วุฒิภาวะในฐานะคนไทยเติบโตขึ้นด้วย จัดว่าขมแต่ดี

โดยสุดท้ายด้วยการผสมผสาน อาหารตา ผ่านน้อง ๆ BNK48 ที่อัปเลเวลศิลปินจนท่วมท้น กับอาหารสมองผ่านสัญญะและนัยยะต่าง ๆ แบบคงเดช นี่จึงกลายเป็นหนังที่ส่วนตัว ชอบมากที่สุดของทั้งฝั่งหนัง BNK48 และหนังของคงเดช ไปโดยปริยาย ชื่นชมมาก ๆ

จุดเด่น

ดีกว่าตัวอย่างหนังไปเยอะ เกินคาดมาก ๆ
แสดงกันได้สุดยอดมาก น่าจดจำทุกคน
มุกตลก และตลกร้าย ทำงานดีมาก สนุกทั้งเรื่อง

จุดสังเกต     

จังหวะการเล่าแบบหนังอินดี้อาจหนืดไปสำหรับบางคน
สาระทางสังคมที่ซ่อนไว้ ทำให้ฉากหลัง ๆ ดูยากขึ้น คิดเยอะขึ้น
มีฉายเฉพาะเครือ SF Cinema นะ แถมถูกขนาบด้วยหนังใหญ่หน้าหลัง ต้องไปอุดหนุนกันเยอะ ๆ หน่อย ดูหนังออนไลน์ฟรี


รีวิวหนัง ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค – อรรถรสครั้งใหม่ของเหล่าตุ๊ดซี่ส์

รีวิวหนัง ตุ๊ดซี่ส์ & เดอะเฟค – อรรถรสครั้งใหม่ของเหล่าตุ๊ดซี่ส์

ดูหนัง Tootsies And The Fake (2019) ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค i-MovieHD.com

รีวิวหนัง งานเข้าเหล่าแก๊งตุ๊ดทันทีเมื่อ เคที่ (อารยา เอ ฮาร์เก็ตต์) ซุปตาร์เบอร์ต้นของเมืองไทยดันประสบอุบัติเหตุจากเหงื่อเจ้ากรรมของ อีกอล์ฟ (ปิงปอง ธงชัย) จนโคม่า งานนี้นางเลยแท็กทีม 2 เพื่อนตุ๊ดทั้ง กัส (เพชร เผ่าเพชร) ที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง วิน (กรรณ สวัสดิวัตน์) แฟนใหม่แสนดี กับ ท็อป (เจ กฤษณภูมิ) แฟนเก่าชวนใจสั่น, คิม (เต๋อ รัฐนันท์) ศจีสาวตกสวรรค์แถมจมูกพังกลางอากาศ และอีก 1 เพื่อนดี้อย่าง แน็ตตี้ (พีค ภัทรศยา) ที่แม่ขู่จะยกมรดกให้แมวหากนางไม่ยอมมีลูก ทั้งสี่ต้องร่วมภารกิจแปลง เจ๊น้ำ (อารยา เอ ฮาร์เก็ต) แม่ค้ากะหรี่ที่มีเพียงใบหน้าที่ไปศัลย์ ฯ จนเหมือนคุณเคที่ มา “เฟค” เป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่งของเมืองไทยในงานถ่ายโฆษณาชิ้นสำคัญก่อนจะถูกฟ้องจนหมดตัว

นับจากเรื่องราวสนุก ๆ ของกะเทยชื่อ ช่า บนเพจเฟซบุ๊ค บันทึกของตุ๊ด ได้โลดแล่นบนหน้าไทม์ไลน์สร้างความสนุก เสียงหัวเราะ ให้ข้อคิด และบ่อยครั้งก็มีคราบน้ำตามาเป็นของแถมผู้อ่าน จนกระแสความนิยมได้ไปเตะตาทาง GDH 559 แล้วมอบหน้าที่กุมบังเหียนให้กับ
เติ้ล กิตติภัค ทองอ่วม อดีตแคสติงไดเรกเตอร์ตัวกลั่นมาเป็นผู้กำกับแบบเปิดซิงครั้งแรกในชีวิต แล้วหลังจากซีรีส์ออนแอร์ และ สตรีมมิงออนไลน์ จนได้รับความนิยมไปจนครบ 2 ซีซัน ปีนี้ก็ได้ฤกษ์ที่เหล่าแก๊งตุ๊ดซี่ส์จะได้มาโลดแล่นบนจอใหญ่ และในเมื่อสูตรของซีรีส์มันทำแล้ว “สำเร็จ”

ก็เลยยกโครงสร้างการเล่าเรื่องของซีรีส์มาใช้เสียเลย แต่เพื่อให้เหมาะกับหนังความยาว 108 นาทีของหนังแทนที่เรื่องราวจะเจาะไปที่แต่ละตัวละครแบบในซีรีส์แต่ละตอน หนังเลยปรับโครงสร้างให้มีพลอตหลักเป็นภารกิจกู้หน้าความ “พังพิ” ที่กอล์ฟและคิมก่อไว้กับซุปตาร์อย่าง แคร์ธรี่…

(ออกเสียงเลียนแบบตัวละครป๋อมแป๋ม) แล้วเสริมพลอตรองด้วยประเด็นของกัส อย่างประเด็นที่นางเกลียดเด็กเข้าไส้ แต่วินดันต้องเอาหลานกำพร้ามาเลี้ยงในบ้านเป็นพลอตรองที่เกือบสำคัญเท่าพลอตหลัก แล้วมีพลอตย่อยอย่างเรื่องของแนตตี้ที่น้อยใจแม่ไม่ยอมเซ็นยกมรดกแถมยังไปเอาแมวมาเลี้ยงเป็นลูกแถมยังบังคับให้เธอมีลูกให้ได้อีกพลอตนึง

ซึ่งสิ่งที่กิตติภัคจะต้องยอมแลกคือความสมเหตุสมผลของเรื่องราวแล้วไปเน้นเสิร์ฟความสนุกจากมุกแซ่บ ๆ ที่แฟนซีรีส์ต่างคุ้นเคย ซึ่งผลลัพธ์นับว่าน่าพึงพอใจทีเดียว

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตัวหนังก็คือร่างอวตารของซีรีส์ ดังนั้น “อรรถรส” แบบคุ้นตาคุ้นลิ้นก็ยังถูกนำมาใช้ตั้งแต่ซีนเปิดเรื่องที่ยังเน้นเรื่องขี้ของแนตตี้เพื่อกระตุ้นให้แฟนซีรีส์รำลึกได้ว่านางเคยขี้ในรถนะ มีฉากคิมที่ดั้งหักเพื่อเน้นย้ำพฤติกรรมติดศัลยกรรมของนาง แถมลงมาจากเครื่องยังให้กัสไปเจอกับท็อปผัวเก่าของนางอี๊ก ส่วนกอล์ฟมีแค่เกริ่นตอนเปิดเรื่องว่า พี่วิศิษย์ ผัวขิงแก่แต่แซ่บของนางบวชพระจนนางอกหักเพียงเพื่อเชื่อมเรื่องราวมาสู้ฉบับหนังใหญ่เฉย ๆ

ซึ่งข้อดีของการเปิดเรื่องด้วยคาแรกเตอร์ที่คนดูคุ้นเคย พร้อมเสียงบรรยายของช่า ก็ยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนซีรีส์ที่สามารถจดจำได้เลยว่า ตัวละครนี้เห็นหน้าปุ๊บรู้เลยว่าเป็นคนยังไงโดยไม่ต้องทำการบ้านดูซีรีส์ไปก่อนแต่อย่างใด แต่หากคิดว่า งี้..เราก็ดูซีรีส์ซ้ำไปอีกรอบไม่ดีกว่าเหรอ ? ก็อยากจะบอกว่า กิตติภัค ฉลาดพอและเข้าใจสื่ออย่างภาพยนตร์มากพอที่จะเลือกหยิบสิ่งที่ใช่มานำเสนอและที่สำคัญคือการเพิ่มตัวละครของ ชมภู่ อารยา

ก็เป็นทางเลือกอันชาญฉลาดที่จะจับนางเอกระดับตัวแม่ของเหล่ากะเทยไทยมาเล่นบทที่แตกต่างจากที่เคยแสดงมาเสริมด้วยเมกอัปเอฟเฟกต์ทั้งเขี้ยวและหูปลอม พ่วงด้วยการฝึกฝนเป็นเจ๊น้ำเพื่อรับบทตัวเฟค ก็ช่วยพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงของเธอไปอีกขั้น แม้ดูเหมือนว่าโดยภาพรวมแล้วมันจะทำให้หนังเรื่องนี้มีศูนย์กลางที่เจ๊น้ำมากกว่าเรื่องเล่าของเหล่าตุ๊ดซี่ส์เหมือนในซีรีส์ก็เถอะ แต่หนังก็ยังมีธีม “เฟค” ที่นอกจากการต้องทำตามภารกิจหาคนหน้าเหมือนมาเฟคแล้ว ดูหนังพากไทย

 


แสงกระสือ: เกินความคาดหวัง นี่คือหนังไทยแห่งปี ที่สนุกเนื้อหาดี

แสงกระสือ: เกินความคาดหวัง นี่คือหนังไทยแห่งปี ที่สนุกเนื้อหาดี

รอมคอมแอดมิน on Twitter: "#แสงกระสือ ว้าวมาก ... เป็นโศกนาฏกรรมรักสามเศร้าที่สวยงาม เป็นการเล่าแง่มุมอมนุษย์อย่างกระสือแบบใหม่ บทดี สเปเชี่ยลเอฟเอฟก็งามไม่ขัดตา และ มินนี่ เกรท โอบ เด็กๆ นักแสดงเซ็ทนี้ในเรื่องนึ้เล่นดีมากค่ะ ไปดูกันเถิด #movietwit ...

จากที่ตอนแรกคิดว่า หนังกระสือมันน่าจะเชยหรือล้าสมัยไปเสียแล้วสำหรับปี 2019 กลับกลายเป็นว่า นี่เป็นหนังกระสือที่มีระดับ เป็นหนังไทยที่ดูทันสมัย ดูอินเตอร์ บทก็มีการตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้นพร้อมกับการผสมผสานกับความเชื่อเกี่ยวกับกระสือดั้งเดิมอย่างลงตัว ในส่วนของซีจีและงานโปรดักชั่นด้านต่าง ๆ เขาก็ทำได้ดีมาก ยกระดับมาตรฐานหนังไทยไปอีกขั้น เป็นหนังผีไทยที่ส่งออกสู่สากลได้อย่างไม่อายใคร

ถ้าไม่นับที่ต้องทนเห็นตับไตไส้พุงและเลือดสด ๆ หนังไม่ได้หลอน ไม่ได้น่ากลัว คือมันไม่ใช่หนังผี (ในหนังก็จะบอกแหละว่า กระสือเองก็ไม่ใช่ผี แต่เราแค่เคยได้ยินคนเรียกรวม ๆ ว่า ผีกระสือ) หรือต่อให้เรียกว่ากระสือเป็นผี…เป็นสัตว์ประหลาด… กระสือก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้อยู่ดี เพราะกระสือสายเป็นเด็กหญิงจิตใจดี ในทางกลับกัน จิตใจของมนุษย์… ความกลัวและความอาฆาตแค้นต่างหาก… ที่น่ากลัวที่สุด เพราะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไม่รู้จบ

นอกจากนี้หนังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเชื่อโบราณของชาวบ้านหรือขบวนการล่าแม่มดเป็นหลักเหมือนอย่างเรื่องนาคีด้วย แต่หนังเน้นฟีลลิ่งการเป็นคนนอกของกระสือ และเรื่องรักสามเส้าของหนุ่มสาวสามคน ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่า สัตว์ประหลาดก็มีหัวใจ… เอาจริง มันก็คือหนังรักโรแมนติกเรื่องหนึ่ง อารมณ์เหมือน The Shape of Water

ในช่วงองก์แรก ตอนที่สายยังไม่รู้ตัวว่าเป็นกระสือ (เลือดเปรอะที่นอน ก็คิดว่าตัวเองเมนส์มา อมยิ้มลัลล้า เหมือนดีใจที่หนูเป็นสาวแล้ว) หนังพาเราไปรู้จักเด็กหนุ่มและเด็กสาว ที่เป็นชาวบ้านตาดำ ๆ จิตใจดี และมีความฝันเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป เช่น สาย (มินนี่-ภัณฑิรา) อยากเป็นพยาบาล, น้อย (โอบ-โอบนิธิ) อยากเป็นหมอ และเจิด (เกรท-สพล) อยากเป็นทหาร/ตำรวจ (ตรงนี้แอบสะท้อนเรื่องเพศในสังคมไทยสมัยก่อนบาง ๆ ด้วย กล่าวคือ สายมีความคิดอยากรักษาคน แต่กลับฝันแค่อยากเป็นพยาบาล ไม่ได้ฝันจะเป็นหมอ) ชีวิตของพวกเขาดูปกติดี จนกระทั่งเกิดสงครามที่พระนครและหมู่บ้านก็มีกระสือออกมาหากิน ฆ่าเป็ด ไก่ วัว ควายของชาวบ้านตายทุกคืน ๆ

ในช่วงองก์สอง หนังเริ่มมีความโรแมนติกขึ้น เมื่อน้อยบังเอิญได้รู้ความจริงว่าสายเป็นกระสือ จากที่ตอนแรกไม่เชื่อเรื่องภูติผีปิศาจ (ด้วยความหัวสายวิทย์ เรียนหมงเรียนหมอ) ต้องมาเป็นคนเดียวที่ล่วงรู้และช่วยปกปิดความลับของสาย พร้อมกับช่วยคิดหาทางรักษา ซึ่งตรงนี้ เราได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วกระสือไม่ได้ร้าย เขาแค่ต้องหากินเพื่อความอยู่รอดเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชน และสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคมได้ ในขณะเดียวกัน เจิด ซึ่งไปร่วมกับกระบวนการล่ากระสือ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นคนไกลออกไป ความเฟรนด์โซนของเจิด เราก็อินและสงสารเสียยิ่งกว่าความเฟรนด์โซนของปาล์มกับกิ๊งในหนังเรื่อง Friend Zone ดูหนังพากไทย

องก์สุดท้ายนี่คือตัวพีค นอกจากหนังจะนำเสนอตำนานของกระสือ-กระหังให้เรารู้จักมากขึ้นแล้ว หนังยังกล้าฉีก ทะเยอทะยาน และเล่นใหญ่ไปเลย มีครบรสทั้งบู๊ทั้งซึ้ง สนุกแบบกราฟขึ้นปรู๊ดปร๊าด ถ้าใครเคยดู นาคี 2 คงพอนึกฟีลลิ่งออก แต่อย่างไรก็ตาม แสงกระสือ ทำได้ดีกว่า พีคกว่า และทรงพลังกว่านั้นเยอะ คือช่วงท้ายนี่ เราแอบปรบมือให้ในโรงอยู่หลายซีน แต่พูดมากไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการหลุดสปอยล์


รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (2011) ที่คุณต้องร้องซี้ด

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (2011) ที่คุณต้องร้องซี้ด

Teaser Poster *Suck seed* หนังใหม่จากค่าย GTH *+2 PICS | บันเทิง | 2036548

รีวิวหนัง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ ภาพยนตร์ของกลุ่มวัยรุ่นที่คุณต้องร้องซี้ด
Suck Seed ห่วยขั้นเทพ เป็นภาพยนตร์จากค่ายหนังไทยที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง GTH ภาพยนตร์ได้ผู้กำกับอย่าง ชยนพ บุญประกอบ หรือพี่หมู มากับกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งพี่หมูนั้นได้กำกับหนังดังหลายๆ เรื่องที่เรารู้จักกันดีอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ, พรจากฟ้า, friend zone ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย

Suck Seed ภาพยนตร์ไทยแจ้งเกิดนักแสดงอย่าง เก้า จิรายุ(เป็ด) พีช พชร(คุ้ง) แนท ณัฐชา(เอิญ) เอิร์ธ ธวัช(เอ็ก) ท้อป ณภัทร(ตวง) รับบทหลักของเรื่อง เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์แจ้งเกิดของนักแสดงวัยรุ่นที่ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา ซักซี้ด ได้ฉายไปเมื่อวันที่ 17มีนาคม 2554 ซึ่งใช้ทุนสร้าง 20ล้านบาทแล้วได้กวาดรายได้ไปถึง 78.32ล้านบาท อีกทั้งได้ไปฉายที่งานเทศกาลหนังไทเป ฟิล์ม เฟสติวัล ที่ประเทศไต้หวันอีกด้วย

ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ มันคือภาพยนตร์วัยรุ่นแนวดนตรีที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นสุดห่วย อย่างคุ้งผู้ที่มีแฝดชื่อเค ซึ่งคุ้งและเคนั้นถึงหน้าจะเหมือนกันมากแต่นิสัยและการกระทำนั้นต่างกันมาก เคนั้นเป็นหนุ่มฮอตแสนเท่ที่เป็นนักกีต้าของวงชื่อดังของโรงรียน ส่วนคุ้งนั้นเป็นแฝดอีกคนที่ไม่เอาอ่าว ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยและเปลี่ยนงานอดิเรกหรือสิ่งที่ทำไปตามใจตัวเอง ซึ่งเขาจะมีเป็ดเป็นเพื่อนสมัยเด็กๆ ที่คอยติดสอยห้อยตามไปทุกที่

เป็ด ตัวเอกของเรื่อง รับบทโดย เก้า จิรายุ ชีวิตเขานั้นห่วยมากในด้านการตัดสินใจขี้ขาดและเป็นคนขี้อาย แค่จะบอกชอบผู้หญิงที่ตัวเองรักยังไม่กล้าที่จะบอก ซึ่งผู้หญิงคนนั้น ก็คือ เอิญ สุดท้ายเป็ดก็ไม่ได้บอกความรู้สึกให้เอิญรู้ อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า คุ้งโทรไปสารภาพรักกับเอิญ ซึ่งทำให้เอิญเสียใจมาก ทำให้เป็ดไม่กล้าจะบอกความจริงว่าคนที่โทรไปนั้นคือ เขานั่นเอง

จนเวลาผ่านเลยไป คุ้งและเป็ด ได้เติบโตกันจนอยู่มัธยม ปีที่ 6 เอิญก็ได้ย้ายกลับเข้ามาเรียนที่เดียวกันกับคุ้งและเป็ดแล้วเรื่องราววุ่นๆ จึงเกิดขึ้น เมื่อคุ้งได้เกิดหลงรักเอิญขึ้นมา เพราะความสวยของเอิญ บวกกับความทรงจำในสมัยก่อน ซึ่งเป็นตอนที่เอิญเสียใจมันทำให้คุ้งกลับรู้สึกชอบเอิญ ส่วนเป็ดที่รู้ว่าเอิญกลับมาเรียนด้วยกันความรู้สึกต่างๆ ก็หวนคืนกลับมา

คุ้งรู้ว่าเอิญเล่นดนตรีเป็น คุ้งเลยชวนเอิญมาตั้งวงด้วย แล้วได้ชวนเป็ดมาด้วย ซึ่งเป็ดได้รับเลือกให้เล่นเบส คุ้งเป็นนักร้องนำและกีต้าร์ เอิญได้เล่นกีต้าร์ จากนั้นเขาจึงชวน เอ็กหนุ่มนักกีฬา ที่ได้มาเป็นมือกลองของวง ที่บ้านทำร้านเบเกอรี่ โดยมีคุณพ่อสนับสนุนยกห้องเก็บอุปกรณ์ทำขนมปังเป็นห้องซ้อมให้พวกเพื่อนๆ ซึ่งเอ็กนั้นก็มีความห่วยเหมือนกัน เขานั้นได้ชอบหญิงสาวสวยคนหนึ่งแต่ก็ถูกทอมแย่งไป หลังจากตั้งวงดนตรี พวกเขาก็จะไปประกวดฮอตเวฟ ซึ่งกติกาก็คือการแต่งเพลงรักที่ห้ามมีคำว่ารัก แต่แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้เอิญนั้นต้องออกจากวงไปทำให้พวกเขาทั้ง 3คนต้องมาตั้งวงและทำเพลงเข้าประกวด ซึ่งการรวมตัวของพวกห่วยที่หวังจะชนะฮอตเวฟจึงทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าดึงดูด

สิ่งที่หน้าสนใจของหนังเรื่องนี้ คงเป็นการที่แทรกเพลงต่างๆ ให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่ทำให้คนอินกันสุดๆ แต่ถ้าพูดแบบนี้ผู้อ่านคงคิดว่าเรื่องอื่นๆ เขาก็ทำกันเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่หนังเรื่องแตกต่างและทำให้ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมากคือการที่มีการถ่ายทำเอ็มวีของเพลงต่างเข้ามาผสมกับเนื้อเรื่องและได้นักร้องของเพลงมาร่วมแสดง ได้แก่เพลง ก่อน ที่ได้พี่ป๊อดโมเดิร์นด็อก เพลงมีแต่เธอที่ได้ต้าพาราด็อก เพลงน้ำตาที่ ได้แด๊กซ์บิ๊กแอส ยิ่งโตยิ่งสวยที่ได้ ปูแบล็คเฮด ความเชื่อ วงบอดี้แสลม และเลี้ยงส่ง ที่ได้โจ๊กโซคูลมาร่วมแสดงและสร้างสรสันให้กับภาพยต์เรื่องนี้อีกด้วย

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำให้คนดูรู้สึกแปลกใจและยังคงเป็นสิ่งใหม่ที่วงการภาพยนต์คงเป็นเรื่องของการเล่าเรื่องโดยมีภาพอนิเมชั่นประกอบเข้ากับตัวหนัง ซึ่งทำให้หนังนั้นมีมิติที่แตกต่างจากหนังวัยรุ่นที่ผ่านๆ มา ส่วนในด้านการแสดงต้องบอกเลยว่าเก้าจิรายุทำได้ดีมาก แต่นักแสดงนำคนอื่นก็ไม่น้อยหน้า ซึ่งถ้าในตอนนั้นแต่ละคนยังคงเป็นนักแสดงหน้าใหม่ของวงการเลยก็ว่าได้ แต่ที่ต้อง ตบมือให้คงเป็นการแสดงของพีช พชร ที่เล่นเป็นแฝดที่มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันสุดขั้วและเขายังทำได้ดีมากอีกด้วย เรียกได้ว่าการแสดงของพวกเขานั้นเป็นตัวส่งให้หนังมีชีวิตชาวามากยิ่งขึ้น

การที่หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจอีกอย่างคงเป็นเรื่องราวความรักในหลายๆ แง่มุม ของตัวละคร และเรื่องราวมิตรภาพของเพื่อน ที่แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปก็ไม่อาจทำให้มิตรภาพของเราจางหายไปได้ ซึ่งตัวหนังทำได้ดีมากในการให้แง่คิดและยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นที่สนใจในการเล่นดนตรีอีกด้วย
“หนังวัยรุ่น” จัดเป็นหนึ่งในประเภทของหนังปราบเซียน คือไม่ใช่ว่ามันไม่ทำเงิน กำกับยากหรืออะไร แต่เพราะเป็นหนังประเภทที่คนทำมาเยอะ(มาก)แล้ว และยากที่จะฉีกแนวจากหนังวัยรุ่นทั่วไป คือถ้าเราหลับตาดูก็จะนึกภาพตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบได้เลย

เริ่มต้นด้วยพระเอกหล่อ นางเอกสวยใส -> ฝันอยากจะตั้งวงดนตรี/ประกวดเต้น/แข่งกีฬา -> เจออุปสรรค ที่บ้านไม่เห็นด้วย เล่นไม่เก่ง อุปกรณ์ไม่ดี -> ปิ๊งสาว -> จบที่งานประกวด พลิกชนะเลิศ ได้รางวัล สาวชอบ ที่บ้านยอมรับ Happy Ending จบ .. แค่นี้ก็รู้สึกถึงความเอียน~~~~ ดูหนังออนไลน์ฟรี

 


วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

วิจารณ์หนัง รักสามเศร้า การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ

PANTIP.COM : A7046816 +++ ใครที่ซื้อ รัก สาม เศร้า DVD box set อยากทราบลาดระเอียด เกี่ยวกับ uncut version +++ [ภาพยนตร์]

วิจารณ์ภาพยนตร์ ” การแอบรักใครซักคน มักจะเจ็บปวดเสมอ
( 7.5/10 )
* รีวิว * ( หนังเก่าไปหน่อยไหม 555 )
– แอดมิน ชอบหนังเรื่องนี้ พอสมควร ครับ คือ ผู้กำกับอย่างคุณต้อม ยุทธเลิศ ได้นำเสนอเรื่องราวของความรักในแง่มุมของเขามาถ่ายทอดในหนังเรื่องนี้ ซึ่งโอเคอยู่ในระดับนึงครับ หนังทำออกมาได้แบบโอเคระดับนึง แต่สิ่งที่แอดมินชอบมากที่สุดคือ การแสดงของคุณก้อย รัชวิน ครับ คือเธอแสดงออกทางแววตาได้เป็นอย่างดี แววตาของเธอในเรื่องสื่อถึงอารมณ์ในแต่ละเหตุการณ์ ทั้งแอบรัก ทั้งดีใจ ทั้งสงสารเพื่อน ลูกเพจลองสังเกตุดูนะครับ ว่าคุณก้อยแสดงได้อย่างสุดยอดครับ

– ส่วนดารานำอีกสองท่าน อย่างคุณเป้ อารักษ์ และ คุณพีค ภัทรศยา ก็ถือว่าแสดงได้โอเคในระดับนึงครับ แต่เสียดายที่บทบาทของคุณพีค นั้นน่าจะมีอะไรให้เล่นได้เยอะกว่านี้อีกครับ

– อย่างที่แอดมินได้เกริ่น มาข้างต้น คือ การที่เราได้แอบรักใครซักคนมักจะเจ็บปวดเสมอ ซึ่งแน่นอนหนังเรื่องนี้ก็ได้นำเสนอในมุมมองแบบนั้นครับ คือ การที่เรารักใครคนนึงมาก ๆ แล้ว แล้วเขาไม่สนใจหรือไม่รักเราด้วย หรือแม้แต่ไม่กล้าที่จะบอกรักเขาคนนั้น มันเป็นความรู้สึกในแบบที่ทรมานครับ แล้วยิ่งเป็นความสัมพันธ์ในแบบที่เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนกันมาก่อน จะยิ่งทรมานมากกว่าเดิมครับ คือ เราจะรู้ว่าตัวเรารักเขา

แต่จะกลัวเมื่อได้บอกรักแล้วจะเสียความสัมพันธ์ในแบบเพื่อนไป ซึ่งแอดมินเข้าใจในจุดนี้ครับ เลยชอบในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างดี แล้วอีกอย่างที่แอดมินชอบตรงที่หนังได้เล่นถึงชื่อของตัวละครเอกแต่ละคนอย่าง ฟ้า,น้ำ และ พายุ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ

จะรู้ว่าคนเขียนบทและกำกับด้วยอย่างคุณต้อม ยุทธเลิศ ตั้งใจตั้งชื่อของตัวละครเอกนี้อยู่แล้ว เพราะความเป็นจริงสามสิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกันในหลักธรรมชาติครับ และที่สำคัญจะบ่งบอกถึงอารมณ์ของตัวละครตามชื่อได้เป็นอย่างดี อย่างน้ำ ( ก้อย รัชวิน )

ก็จะดูนิ่งๆ เก็บความรู้สึกได้ดีสมชื่อ แต่ตามหลักความเป็นจริง น้ำต้องมีคลื่น มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวบ้าง ซึ่งก็เหมือนอารมณ์ของตัวละครอย่างน้ำ ที่ต้องหวั่นไหวบ้างที่ได้รู้กับความเป็นจริง ถึงแม้จะเก็บความรู้สึกได้ดีแค่ไหนก็ตาม ส่วนฟ้า ( พีค ภัทรสยา ) ก็เหมือนฟ้าที่สวยงาม เธอทั้งสวยทั้งงาม

เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ สมกับชื่อของเธอ แต่แน่นอนท้องฟ้าย่อมมีเปลี่ยนสี จากท้องฟ้าที่สดใส ก็อาจจะมืดครึ้ม เหมือนกับสภาพจิตใจของตัวละครอย่างฟ้าเช่นกัน เธอเลือกตัดสินใจรักคนที่เธอรัก แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจผิด และคนรักของเธอได้ทรยศต่อตัวเธอเอง เลยทำให้สภาพจิตใจของเธอนั้นไม่เต็มร้อยเลย ซึ่งตัวละครของเธอนั้นคือตัวละครที่น่าสงสารมากที่สุดแล้วครับ ส่วนพายุ ( เป้ อารักษ์ ) ก็สมชื่ออีกเหมือนกัน คือ อาจจะมีบุคลิกที่ดุดันเหมือนกับชื่อ แต่ก็เป็นคนตรงไปตรงมา  ดูหนังออนไลน์ฟรี

รักใครรักจริง และก็ยึดมั้นในเรื่องของความรักของตนเองได้เป็นอย่างดี
– อย่าคาดหวังว่านี้ คือ หนังรักโรแมนติก นี่คือหนังดราม่าในแบบเพื่อนแอบรักเพื่อน ซึ่งแน่นอนทำออกมาได้ดี และตอนจบที่แม้จะเจ็บปวดแต่คนดูอย่างเราๆ ก็ยอมรับได้ในจุดนั้น
– เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะทุกเพลงครับ และนำมาเล่าได้เข้ากับเหตุการณ์ของหนังในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลงตัว
– การแสดงของสามดารานำ ทำให้คนดูเชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมากๆ เพราะนี้คือจุดเด่นที่สุดเลยในหนังเรื่องนี้ จากเริ่มต้นในแบบเพื่อน แล้วสุดท้ายจบลงด้วยการแอบรัก ทำให้คนดูอย่างเราๆ รู้เลยว่า การแอบรักมันทรมานมากแค่ไหนครับ
– สุดท้ายแล้ว เพื่อนๆและลูกเพจของแอดมินเด็กน้อยทุกท่าน เคยรับประทานฉี่ของตนเองไหมครับ ถ้าอยากรู้คำตอบต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูนะครับผม ^^
( ขออนุญาตไม่เล่าเรื่องราวย่อในหนังนะครับ เพราะแอดมิน อยากให้ทุกท่านได้หามาดูกันเองมากกว่าครับ )


รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

รีวิวหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ หลักสูตรชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย หนังดีของคนไทย

หนังมหา’ลัยเหมืองแร่: โลกกรรมกรสุดโรแมนติกของชนชั้นกลาง

รีวิวหนัง  เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นถ่ายทอดชีวิตของคนในเหมืองมาเรื่อยๆ และเรียบง่ายมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด เพราะมีจุดที่ทำให้รู้สึกสนุกขบขันสอดแทรกเข้ามาได้อย่างลงตัว ซึ่งชีวิตคนเหมืองก็ออกแนวไปทางสำมะเลเทเมาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นระดับกรรมกร หรือระดับเจ้านาย เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ทำงานหนัก เจอแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำซาก ขาดความบันเทิงใจ การดื่มเมามายกับเพื่อนฝูงจึงเป็นอะไรที่น่าจะปลอบประโลมใจที่แสนเหว่ว้าให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ได้ดีที่สุดแล้ว

แต่มีพบก็ต้องมีจาก…แม้ตอนจบดูเหมือนว่าจะต้องพบเจอกับความล้มเหลวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นความน่าภาคภูมิใจที่เหมือนว่า เป็นการจบการศึกษาของเขาจริงๆ ใน 3 ปี 11 เดือน ที่สอนอะไรมากมายให้กับชีวิตเขา ทั้งความรู้ ความอดทนกับทุกอย่างที่ทำมา ไม่มีคำว่าสูญเปล่าเลยสักนิด เป็นความทรงจำที่แสนจะมีค่า แม้ว่าตอนแรกตั้งใจว่าจะมาทำงานเก็บเงิน แต่ท้ายที่สุดก็ยังทำไม่สำเร็จอยู่ดีก็ตาม เขาเติบโตขึ้นเยอะมาก ในเมื่อเขาผ่านการทดสอบสุดหินจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปได้แล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่ยากลำบากในชีวิตที่เขาจะข้ามผ่านมันไปไม่ได้อีกแล้วล่ะนะ

ในวันที่ผู้เขียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย กลับรู้สึกโหวงๆ ไม่มั่นใจกับการที่จะออกไปเผชิญกับการทำงานในโลกจริงๆ เลย รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม มีความรู้ไม่พอด้วยซ้ำ ลองเทียบกับชีวิตของคุณดูสิ มีสถานที่ไหนที่เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่สอนคุณ และให้ความรู้กับคุณได้ยิ่งกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยบ้าง แล้วคุณจะยิ่งเข้าใจแก่นแท้ของหนังเรื่องนี้ที่จะสอนใจคุณได้เป็นอย่างดี เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจควรค่าแก่จดจำไปอีกนานเท่านานเลย

“ผมเอาชีวิตไปหั่นไว้ในเหมืองแร่ถึง 4 ปีเต็ม เป็น 4 ปีที่คนธรรมดาจะเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สบายๆ แต่ที่เหมืองแร่สำหรับผมแล้ว มันไม่มีใบคู่มือรับรองใดๆ เลย นอกจากแผลคู่มือ ที่คนอื่นไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดจากอะไร”

ย้อนกลับไปในวันที่ 26 พฤษภาคม 2548 หรือวันนี้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว คือวันที่ภาพยนตร์มหา’ลัย เหมืองแร่ (The Tin mine) ภาพยนตร์แนวดราม่ากรุ่นกลิ่น ‘คัมมิง ออฟ เอจ’ ผ่านฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย เก้ง-จิระ มะลิกุล เข้าฉายเป็นวันแรก

มหา’ลัย เหมืองแร่ ดัดแปลงมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

เนื้อหาว่าด้วยช่วงชีวิตสุดพลิกผันของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ หลังถูกรีไทร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อนั้นเองที่อาจินต์ต้องนำพาชีวิตเดินทางไกลจากเมืองหลวง แล้วไปสิ้นสุดลงที่ ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ อำเภอตะกั่วทุ่ง ตำบลกระโสม จังหวัดพังงา เหมืองแร่ดีบุกในยุคที่กิจการเหมืองแร่ในไทยยังเฟื่องฟู เพื่อเริ่มต้นลงทะเบียนเรียนรู้ ณ สถานศึกษาแห่งใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่อาจินต์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านการทำงาน

ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีที่ข้ามผ่าน คือวิชาที่ไม่เคยมีตำราเล่มไหนบอกสอน แบบฝึกหัดที่ต้องใช้แรงกาย ลมหายใจ และหัวใจเข้าแลก สำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตและมิตรภาพจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน ‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ ไม่มีใบปริญญามอบให้ มีเพียงเกียรติยศและความภาคภูมิใจส่วนตัว มอบไว้ให้เมื่อหันหลังจากมา…

ปี 2496 อาจินต์เดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่เหมืองกระโสมนาน 3 ปี 11 เดือน ต่อมาในปี 2497 เขากลั่นประสบการณ์เกือบ 4 ปี ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือผ่านเรื่องสั้นชุด ‘เหมืองแร่’ พิมพ์ในนิตยสาร ‘ชาวกรุง’ ตลอด 30 ปี อาจินต์เขียนเรื่องสั้นเหมืองแร่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 142 ตอน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เก้ง-จิระ มะลิกุล ซึ่งเป็นแฟนหนังสือ จะนำเรื่องราวชีวิตของอาจินต์มาถ่ายทอดอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์

ในปีที่หนังเข้าฉาย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในวัย 77 ปี บอกเล่าเหตุผลที่เขายอมให้งานเขียนสุดรักซึ่งกลั่นออกมาจากความทรงจำวัยหนุ่ม ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

: อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2534 ผู้เขียนเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ชื่อ ตะลุยเหมืองแร่ ถ่ายรูปคู่กับ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่ผู้เข้ามารับบทบาทเป็นตัวเขาเองในภาพยนตร์

‘เหมืองแร่’ เป็นหนังสืออีโมชัน มันเกิดจากมันสมอง และความโฮมซิกของผม ไม่มีแอ็กชันทางการแสดง แต่นายเก้งเขาบอกว่ามี ผมถามเขาว่าแอ็กชันคืออะไร เขาบอกผมว่า ฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน แอ็กชันของมันคือถนนขาด สะพานพังต้องทำใหม่ และเรือขุดจมนั่นคือสุดยอดแอ็กชัน ทันทีที่ผมได้ฟังก็รู้สึกว่าเขาเล็งลึก ไอ้ผมมันเล็งแต่ตัวหนังสือ เขาเล็งการกระทำ เขามองอย่างนัยน์ตานักสร้างหนัง”

“ผมเชื่อมือเขา และตั้งแต่เขาเริ่มทำงานผมไม่ไปเกี่ยวข้องกับเขา เพราะตัวหนังสือของผมเดินด้วย ก.ไก่ ข.ไข่ แต่นายเก้ง งานเขาเดินด้วยฟิล์ม มันคนละอาชีพ ผมจะไม่พูดถึงงานของเขา ผมจะคอยดูในจอเท่านั้น หน้าที่ของผมหมดแล้วตั้งแต่ตกลงขาย (ลิขสิทธิ์บทประพันธ์) ทีนี้ดีหรือไม่ดี ตัวใครตัวมัน”

หลังจากถ่ายทำนานกว่า 3 เดือน โดยใช้งบประมาณการสร้างสูงถึง 70 ล้านบาท ในที่สุดภาพยนตร์ มหา’ลัย เหมืองแร่ ก็เสร็จสมบูรณ์และออกฉายในเดือนพฤษภาคม 2548

ผลงานที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ คืองานโปรดักชันที่ละเอียด ละเมียด สมจริง ผ่านทีมนักแสดงที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี โดยได้ พิชญะ วัชจิตพันธ์ นักแสดงหน้าใหม่เข้ามาสวมบทบาท อาจินต์ ปัญจพรรค์ และได้นักแสดงสมทบชั้นดีอย่าง สนธยา ชิตมณี, ดลยา หมัดชา, แอนโทนี โฮวาร์ด กูลด์, นิรันต์ ซัตตาร์ ฯลฯ

ในแง่ผลตอบรับด้านรายได้ แม้ว่า มหา’ลัย เหมืองแร่ จะเป็นหนังที่ล้มเหลว โดยเมื่อจบโปรแกรมฉาย หนังทำรายได้เพียง 30 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้น หนังกลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม ในปีนั้น มหา’ลัย เหมืองแร่ กวาดรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 ไปได้ถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะสาขาหลักอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม มากไปกว่านั้นแม้เวลาจะผ่านมาถึง 14 ปี แต่หนังยังคงถูกจดจำและยกย่องในฐานะภาพยนตร์ไทยชั้นดีที่หยิบขึ้นมาดูกี่ครั้งก็ยังลึกซึ้งกินใจอยู่เสมอ ดูหนังออนไลน์ 


รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังสร้างแรงบันดาลใจ

รีวิวภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

รีวิวภาพยนตร์ ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2543 ต๊อบก็เหมือนเด็ก ม.ปลาย ติดเกมออนไลน์ทั่วไป วันหนึ่ง มีคนมาขอซื้อไอเทมภายในเกมจากเขาด้วยเงินจริง ต๊อบจึงขอใช้บัญชีเงินฝากของลุงเทือง พ่อบ้านผู้จงรักภักดี ในการหาเงินจากเกมออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันถึงขั้นถอยรถป้ายแดงจนเป็นร่ำลือไปทั่วโรงเรียนในพริบตา ต๊อบมัวหาเงินจากเกมจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ ครั้นจะส่งตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน ตัวละครในเกมก็โดนผู้ให้บริการแบนพอดี เนื่องจากการซื้อขายไอเทมด้วยเงินจริงนั้นผิดกฎระเบียบของเกมดังกล่าว ครั้นจะขายเครื่องเล่นดีวีดีก็ถูกพิษของเครื่องจีนแดงเล่นงานหมดตูด

ต๊อบที่พึ่งบอกปัดเงินช่วยเหลือจากพ่อด้วยทิฐิ จำต้องแอบขโมยพระเครื่องไปปล่อยเพื่อหาเงินค่าลงทะเบียนได้เงินมา 1 แสนบาท แต่เอาเข้าจริงๆ ต๊อบก็ไม่ค่อยได้เรียนเท่าไร เพราะมัวแต่คิดวิธีหาเงินเพื่อไปไถ่พระเครื่องของพ่อกลับคืนมา
ต๊อบเสียค่าโง่ตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อไปซื้อเครื่องคั่วเกาลัดอัตโนมัติราคา 3 หมื่นบาทมาในราคา 1 แสนบาท เอาล่ะ ก้าวแรกพลาดไปแล้ว ก้าวที่สองคือการตะลุยเยาวราช เพื่อขโมยเคล็ดวิชาคั่วเกาลัดจากแผงลอยต่างๆ แบบครูพักลักจำ จนต๊อบสำเร็จวิชาคั่วเกาลัดได้อร่อยเหาะ ก้าวที่สามคือการหาที่วางขายสินค้าในห้างซูเปอร์สโตร์ ซึ่งต๊อบก็โดนหลอกขายที่ตั้งบูธในทำเลไม่ดี
ก้าวที่สี่จึงต้องหากลยุทธ์ดึงดูดความสนใจจน “เกาลัดเถ้าแก่น้อย” มียอดขายพุ่งพรวด ต๊อบรีบขยายสาขาโดยไม่ฟังคำทักท้วงของลุงเทืองจนเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ และก็ไม่สามารถหาทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ ห้างจึงยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ขายของต๊อบทุกสาขา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่อเนื่อง เมื่อทางบ้านติดหนี้ 40 ล้านบาท พ่อแม่ของเขาตัดสินใจหนีหนี้ไปอยู่เมืองจีน

แต่ต๊อบปฏิเสธ โดยครั้งนี้เขายอมที่จะเป็น “ลูกจ้าง” ของพ่อเพื่อเรียนหนังสือต่อแต่โดยดี
แต่สายเลือดพ่อค้าอย่างเขามีหรือจะเลิกราง่ายๆ สาหร่ายแผ่นที่แฟนสาวซื้อมาให้ลองชิมจุดประกายให้ต๊อบเปลี่ยนมาประกอบอาชีพรับสาหร่ายทอดมาขาย แต่สินค้าดังกล่าวเก็บได้ไม่กี่วันก็เหม็นหืน บอกให้ผู้ผลิตแก้ไขก็ไม่ได้รับความสนใจ ต๊อบจึงลงมือทอดสาหร่ายขายเสียเอง แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็แทบรากเลือด ขายของใช้ส่วนตัวประทังชีวิตจนเกือบหมด แม้สาหร่ายทอดจะขายดิบขายดี แต่ยังไม่มากพอที่จะปลดหนี้และไถ่ถอนบ้านที่ถูกยึดไปได้ ต๊อบตัดสินใจนำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ก็ถูกผู้จัดการตีตกรอบแรกอย่างอนาถไม่ว่าเรื่องของราคา

แพคเกจ และแนวความคิดที่นำเสนอแบบท่องจำ ถ้าเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่เคยเจอความยากลำบากอาจกระโดดตึกตายไปแล้ว แต่ไม่ใช่ต๊อบที่ยังฮึดสู้กลับไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้งจนผ่านการคัดเลือกในรอบแรกสำเร็จ
ถ้าเป็นการ์ตูนก็คงจบ Happy Ending แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ต๊อบต้องมีโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน GMP

สามารถผลิตสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนดและขนส่งได้ตามเวลา แล้วเรื่องราวก็ย้อนกลับไปยังวรรคแรก คุณในฐานะเจ้าหน้าที่อนุมัติสินเชื่อรู้สึกนับถือหมอนี่จริงๆ แต่ปัญหาคือต๊อบพึ่งอายุ 19 ยังไม่ถึงเกณฑ์ปล่อยกู้แถมหลักทรัพย์ที่เอามาค้ำประกันก็เป็นโฉนดติดจำนองอีกต่างหาก ให้ตายอย่างไรคุณก็ปล่อยเงินกู้ไม่ได้ เส้นตายก่อนเซเว่นอีเลฟเว่นจะเดินทางมาตรวจสอบโรงงานที่ยังไม่มีตัวตนของต๊อบก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว…

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นหนังไทยที่พูดถึงชีวประวัติของคน ๆ หนึ่ง หรือดัดแปลงมาจากเรื่องจริง อาจเพราะด้วยความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านทำให้ทั้งทางค่ายหลีกเลี่ยงที่จะหยิบนำวัตถุดิบเหล่านี้มาสร้าง แต่หากจะให้พูดถึงหนึ่งในหนังแนวชีวประวัติของไทยที่โด่งดังในยุคนี้ ทุกคนคงต้องนึกถึง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” ขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ อย่างแน่นอน เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นหนังที่ยากที่จะหาหนังไทยแนวนี้ให้ดูบ่อย ๆ แล้ว แต่ข้อคิด และแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ตราตรึงใจผู้ชมหลาย ๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้

Top Secret ดัดแปลงมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของ ท็อป อิทธิพัทธ์ หนึ่งในเศรษฐีไทยที่อายุน้อยที่สุด เจ้าของแบรนด์สาหร่ายอันดับต้น ๆ ของไทยอย่าง “เถ้าแก่น้อย” โดยหนังจะพาเราไปพบกับช่วงชีวิตตั้งแต่ที่ ท็อป ยังเป็นเด็กมัธยม ที่หารายได้หลักแสนจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนที่นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการเติบโตเป็นนักธุรกิจของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท็อปก็ได้รู้ว่าครอบครัวของเขาได้เป็นหนี้ก้อนใหญ่ จนทำให้พ่อและแม่ต้องเดินทางไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ ในขณะที่ ท็อปที่ในตอนนั้นยังเรียนไม่จบ เพราะต้องดร็อปมาทำงานเพื่อชดใช้หนี้ การลองผิดลองถูกของ ท็อปเพื่อสร้างแบรนด์สาหร่ายของตัวเองก็ได้เริ่มขึ้น

หนังเป็นผลงานการกำกับของ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับจาก เด็กหอ และซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น season 1 พร้อมได้ เต๋อ นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ มารับหน้าที่เขียนบท ด้วยการร่วมมือของมือกำกับที่ประณีต มีผีมือ และมือเขียนบทที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทำให้หนังเรื่องนี้ เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก ที่ถือว่าใหม่ สำหรับหนังไทยในตอนนั้น

ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงบทหนังของเรื่องนี้ โดยด้านบทนั้น ได้มีการดัดแปลงชีวิตจริงของ ท็อป เถ้าแก่น้อย ด้วยการยังคงเหตุการณ์จริงที่สำคัญ ๆ บางส่วนเอาไว้ และเพิ่มเติมความขัดแย้ง ปมปัญหาบางส่วนในแบบภาพยนตร์เข้าไปให้หนังดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น ทั้งการพยายามพิสูจน์ตัวเองในวงการธุรกิจของท็อป การฝ่าฟันอุปสรรค และความล้มเหลวมากมาย นอกจากนี้หนังยังสามารถหยิบเรื่องราวที่ดูเฉพาะกลุ่มอย่างการค้าขาย การทำธุรกิจมานำเสนอให้ออกมาเข้าใจง่าย น่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง

จุดเด่นจุดแข็งของหนังเรื่องนี้คือการนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครที่เป็นเด็กวัยรุ่น ท่ามกลางโลกของผู้ใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้หนังมีความเป็น Coming-of-Age ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่ของหนังแนวนี้ มักจะพูดถึงเรื่องราวความรัก มิตรภาพ หรือการสูญเสีย แต่สำหรับ วัยรุ่นพันล้าน หนังพาเราไปพบกับการเดินตามความฝัน การสู้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างครบรส หนังมีดราม่าครอบครัวที่ทำออกมาได้ชวนซาบซึ้ง มิตรภาพของคนต่างวัยระหว่างท็อป และลุงเทือง(รับบทโดย เปี๊ยก โปสเตอร์) ที่ทำให้คนดูต่างหลงรัก และวิธีการฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคในแบบของวัยรุ่น ทำให้หนังสามารถเข้าถึงคนดูส่วนใหญ่ได้ ไม่ว่าจะไม่วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ก็ตาม  ดูหนังออนไลน์ 

 


รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รีวิว รถไฟฟ้ามาหานะเธอ Bangkok Traffic (Love) Story

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ดูอีกรอบ ก็แอบอมยิ้มไม่ได้ - Pantip

รีวิว HIGHLIGHTS6 MINS. READ
ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train to Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ
บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้า แล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน
ในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์
“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้

หากคุณยังคงตราตรึงใจกับหนังไทยแนวความรักใส ๆ ของคนแอบรักที่พยายามทำทุกอย่างให้ได้ใจเขาในอดีตก็คงต้องนึกถึงหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูเป็นร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งได้นักแสดงนำอย่างคริส หอวังและเคน ธีรเดชมาเป็นคู่พระนางในเรื่องก็ยิ่งทำให้เคมีคู่กันจนถล่มรายได้แบบพุ่งกระฉูดจนส่งผลให้เพลงประกอบหนังอย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ของ Instinct ดังมาจนถึงปัจจุบันไปด้วย

แต่หากใครที่เพิ่งมาเป็นคอหนังรุ่นใหม่ เราก็แนะนำว่าต้องลองติดตามเพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจจะเป็นหนังในดวงใจของคุณอีกเรื่องก็ได้

เรื่องย่อหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เหมยลี่”สาวออฟฟิศที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอแต่งงานแล้ว จนกระทั่งในคืนวันแต่งงานของเพื่อนเธอซึ่งทำเอาเหมยลี่เมาหนักจนนอนบนเตียงที่คอนโดแทนที่คู่บ่าวสาว

เมื่อสร่างเมาแล้วเธอจึงได้ขับรถกลับบ้านแต่ด้วยความที่ยังคงมึนอยู่จึงทำให้ขับรถไถเข้าไปข้างทาง “ลุง”จึงช่วยเข้ามาดูรถทำให้ทั้งสองได้พบกันจนเป็นจุดเริ่มต้นที่โชคชะตาได้นำพาให้เหมยลี่ต้องมาโคจรเจอกับลุงเรื่อย ๆ จนทำของส่วนตัวเขาพังหลายอย่าง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น

– ความน่าสนใจของหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้บอกเล่าถึงมุมมองคนโสดซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับคนวัยทำงานที่ควรจะได้แต่งงานมีครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางเอกซึ่งเป็นตัวแทนคนโสดกลับยังหาแฟนไม่ได้เพราะความที่เป็นคนซุ่มซ่าม เปิ่น ๆ เธอจึงรู้สึกเหงาซึ่งมันค่อนข้างจะโดนใจผู้ชมหลายคนมากแบบอินจัดกับโมเม้นต์ชีวิตนาง

จนกระทั่งฟ้าได้ส่ง “ลุง” (ใช่แล้ว! นี่คือชื่อของพระเอก คือปังตั้งแต่ชื่อตัวละครคิดดู) พระเอกของเราที่เป็นวิศวกรรถไฟฟ้าให้ต้องมาถูกนางเอกป่วนชีวิตทำของพังทุกครั้งที่พบกัน ซึ่งนางเอกที่ตกหลุมรักพระเอกมาตั้งแต่แรก นางก็พยายามจะซ่อมสิ่งที่ทำพังให้พระเอกจนพวกเขาได้มาพบกันหลายครั้งและสนิท พระเอกก็เป็นคนที่ยิ้มง่าย อบอุ่น และใจดีเกินเบอร์จริง ไม่โกรธหรือต่อว่านางเอกสักคำ พ่อของลูกที่แท้ทรู

ในเรื่องจะมีฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กระหว่างที่ก่อให้เกิดความรักระหว่างคู่พระนางมากมาย เช่น ฉากเล่นน้ำสงกรานต์ที่พระเอกหล่อทะลุแป้ง ฉากที่ทั้งคู่พากันไปท้องฟ้าจำลอง และได้ชวนลุงดูดาวหางที่กำลังจะมาถึงโลกในเร็ว ๆ นี้ซึ่งเขาก็ตกลง แถมนางก็หึงพระเอกมากด้วยเวลามีน้องที่รู้จักกันมาเข้าใกล้พระเอก มีความฮาและโรแมนติกครบจบในเรื่องเดียวจริง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกให้เบอร์นางเอกในรถไฟฟ้านี่ผู้ชมกรี๊ดกันลั่นโรงเลย

– ข้อคิดดี ๆ จากหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)
หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้สอนให้เรารู้ว่า ความรักก่อเกิดได้จากการเรียนรู้ การให้เวลาในการทำความรู้จักกัน อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า “รัก”ออกมา แค่เพียงให้เวลา สถานที่ จิตใจ และการรอคอยเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วหากเขารักคุณจริงก็จะกลับมาหาคุณเอง

ปฏิบัติการคว้าผู้ชายกลางคืนมาเป็นเจ้าของหัวใจจึงเกิดขึ้น ดูหนัง ไทย

หนังเล่นกับมุกตลกฮาๆ มากมายทุกฉาก จนคนดูพากันหัวเราะอย่างไม่หวาดไม่ไหว เพราะความเปิ่นๆ ฮาๆ ของเหมยลี่ บวกการตัดต่อแบบหนังการ์ตูนญี่ปุ่นที่โอเวอร์แอ็คติ้งนิดๆ มีคิดในใจให้ได้ยิน หนังของ GTH เคยส่งให้หลายคนโด่งดังไปหลายคน เรื่องนี้คงไม่พ้น ทำให้ชื่อ “คริส หอวัง” โด่งดังกว่าเดิมอีกหลายเท่า  นอกจากนี้ ยังคิดถูกที่เลือก “เคน” มาแสดง เพราะเขาคือผู้ชายที่หญิงไทยหลายคนเพ้ออยู่ จึ๊ดแน่นอน เพราะพวกเธอต้องคิดว่าตัวเองกำลังเป็น “เหมยลี่” อยู่แน่ๆ


รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

รีวิวหนัง เด็กหอ ภาพยนตร์ไทยแนวหนังสยองขวัญ ที่ไม่ควรพลาด

ตัวอย่าง เด็กหอ (Official Trailer) - YouTube

รีวิวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกวิจารณ์ในเว็ปพันทิปว่าเป็นหนังที่มีเค้าโครงคล้ายกับภาพยนต์สเปนเรื่อง EI Espinoza del diablo(The Devil’s backbone) แต่ผู้กำกับอย่างทรงยศได้ออกมากล่าปฏิเสธแล้วบอกไปว่าเรื่องรวามของภาพยนต์เรื่องวเด็กหอนี้ตนเองได้รับแรงบรรดานใจมาจากเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกี่ยวข้องกับหนังสเปนเรื่องนี้แต่อย่างไร

ชาตรี เด็กชาย อายุ 12 เรียน ม.1 เป็นเด็กไร้ความหมาย ที่พ่อของเขาส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา ที่จังหวัดชลบุรี อย่างฉุกละหุก ก็เพื่อที่ชาตรีจะได้พ้นไปจากบ้านไกลไปเสียจากพ่อ เพราะชาตรีรู้ความลับของพ่อทั้งหมด เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูก็เลยล็อก ชาตรีตกใจมากเลยอยากออกไป จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก

แล้วชาตรี ก็ได้พบกับ วิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง 2 ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าชาตรีก็เริ่มผูกมิตรกับวิเชียรได้ เพราะว่าทั้งสองคนเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไม่มีใครเห็นว่ามีตัวตน” อย่างตอนที่ชาตรีคิดจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อถอดวิญญาณมาช่วยวิเชียร วิเชียรก็พูดว่า “สัญญากับฉันสิ ว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เพื่อช่วยฉัน ชาตรี สัญญากับฉันสิ” ชาตรีไม่ตอบ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเวลา 6 โมงเย็น มันคือ

เวลาตายของวิเชียร แต่วิเชียรต้องกลับไปที่สระว่ายน้ำนั้น เพื่อลิ้มรสความทรมานจากการจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ชาตรีเจ็บปวดมากที่ได้เห็นวิเชียรทรมานแบบนั้น แต่ตัวเขากลับได้แต่ยืนมอง แตะต้องอะไรวิเชียรไม่ได้ จนในที่สุด ชาตรีก็ไปดมสารอีเทอร์ มากเกินขนาด จนในที่สุดวิญญาณก็หลุดออกจากร่าง แล้วชาตรีก็ไม่คิดจะเหลียวมองดูร่างของตนเองเลยแม้แต่น้อย

เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำนั้นโดยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว และชาตรีก็ช่วยวิเชียรขึ้นมาจากสระจนได้ และต่อจากนั้นเอง ที่วิเชียรลาชาตรีไปเกิด แค่ลากันสั้น ๆ แต่สายตาสื่อความหมายว่าทั้งสองคนผูกพันกันมากมายเพียงใด

ตรงข้ามกับ วิเชียร ที่ความโดดเดี่ยวของเขาเกิดขึ้นจริง เขาถูกรังเกียจหวาดกลัวจากคนอื่น เพราะ สถานภาพ ผี ที่เขาเป็นอยู่ เขาไม่สามารถหลุดพ้นกับการวนเวียนอยู่ในชาติภพนี้โดยไม่อาจหลุดพ้นไปไหน ความเป็นผี ของวิเชียร ก็เปรียบได้เหมือนปมด้อยของเด็กๆหลายคนทุกวันนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียนที่ถูกแกล้ง ถูกล้อไม่มีเพื่อนคบ เพราะตัวเองตัวเตี้ย มีความพิกลพิการ ฯลฯ น่าเสียดายที่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาเป็นตัวขัดขวางมิตรภาพ เพราะหากต่างฝ่ายต่างเปิดใจเข้าหากัน ก็จะพบว่า โลกนี้จะเลวร้ายอ้างว้างเพียงใด ขอเพียงมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจ เราก็สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

…วิเชียร บอกประโยคหนึ่งที่น่าคิดว่า ผี ก็เหมือนกับ คนที่โดดเดี่ยว ตรงที่ ทั้งคู่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่มีตัวตน คนในสังคมเราทุกวันนี้ต่างมีชีวิตกันเบียดเสียดเดินชนกันทุกวี่วัน แต่สำหรับบางคนมันก็ยังทำให้เหมือนอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจใครจนไม่ต่างอะไรกับชีวิตที่ไร้ตัวตน

ความเป็นผีของวิเชียร ทำให้เขาถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์ ถ้าจะมีใครมองเห็นก็กลัวหรือหนีหาย เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากย้อนกลับไปตอนมีชีวิต ความเป็นคนของวิเชียรก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อถูกทิ้งไว้ให้ตายกลางสระว่ายน้ำ ผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ทุกหกโมงเย็นเขาต้องกลับจมน้ำตายในสระครั้งแล้วครั้งเล่าทุกวัน

เพื่อน คือ สิ่งที่ทำให้ การอยู่อย่างไม่มีตัวตนของ ชาตรี และ วิเชียร มี ตัวตน

สิ่งที่ช่วยปลดปล่อยวิเชียรจากความโดดเดี่ยวและเวียนวนในความตายคือ มิตรภาพที่ได้รับจากชาตรี และ สิ่งที่เปิดประตูชาตรีจากการกักขังตัวเอง คือ มิตรภาพที่เขาได้รับจากวิเชียร

… ผลดีที่ส่งต่อตามมาคือการสามารถปลดครูปราณีออกจากความเข้าใจผิดที่ติดอยู่กับแผ่นเสียงตกร่องและความรู้สึกผิดมาหลายปี และ ปลดปล่อยตัวเองจากความโกรธที่ขวางกั้นของชาตรีกับพ่อไว้ด้วยกัน

…พล็อตที่มีอยู่ในมือทำให้ เด็กหอ ถีบตัวเองออกจากหนังผีทั่วๆไป เป็นหนังดราม่าที่มีผีอยู่ในเรื่อง ต้องชมคนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา การผูกโยง ความมีตัวตน + มิตรภาพ +ผี +ความผิดในใจ และ การก้าวข้ามผ่านวัย(coming of age) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ไหนจนมากเกิน หนังฉีกตัวเองออกไปจากแนวหนังซ้ำๆที่มีมาในช่วงหลังๆนี้ อารมณ์ของหนังทำออกมาได้อย่างนุ่มนวลแฝงอารมณ์ขันที่ใส่อยู่เป็นระยะๆ

…พล็อตหรือโครงเรื่องที่แข็งแรงนี้พอพล็อตถูกขยายออกมาเป็นบทหนัง หลายจุดที่ทำให้ผมยังรู้สึกว่ามันอธิบายได้ไม่ดีพอ ตัวอย่างพล็อตรองในส่วนความสัมพันธ์พ่อ – ลูก เป็นส่วนที่ผมชอบมาก เสียดายที่การคลี่คลายความสัมพันธ์ของพ่อกับชาตรีที่ให้ทั้งสองคนกลับมาดีกันได้อย่างด่วนสรุปง่ายๆเกินไป และ ไร้คำอธิบายเหมือนด่วนสรุปเพื่อจะจบเรื่องราว ประเด็นอื่นๆ เช่น หลังกระต่ายตายแล้วฟื้นเสร็จจู่ๆชาตรีก็วิ่งไปที่สระว่ายน้ำ หรือ จะเป็นตอนท้ายที่เพื่อนๆอยู่ๆก็รู้วิธีช่วยชาตรีกันขึ้นมาเองเฉยๆ ฯลฯทั้งหลายทั้งหมดนี้มันเกิดจากตัวละครคิดขึ้นมาได้เอง ซึ่งดูขาดความน่าเชื่อถือไปพอสมควร หนังขาดจุดเชื่อมโยงที่ดีในการอธิบายเหตุและผลของการกระทำ

…การเล่าเรื่องของหนังทำได้ไม่คงเส้นคงวา หากเหมือนรถก็เหมือนรถที่บางช่วงขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้า แต่บางช่วงรถก็จอดอยู่กับที่เฉยๆชวนให้ง่วง บางช่วงขับช้า(ช่วงแรกๆ ช่วงหนังที่ฉายบนจอในเฉลิมกว้าง)บางช่วงขับเร็ว(ช่วงท้ายที่อยู่พระเอกคิดได้วิ่งไปช่วยเพื่อนที่สระ ช่วงคลี่คลายตอนท้ายในหลายๆเหตุการณ์) บางช่วงที่หนังเหมือนจับเอาฉากสวยๆหลายฉากมาต่อกันแต่ดูแล้วมันไม่ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับอารมณ์ของหนังด้วยที่ผมเองรู้สึกว่าหลายฉากที่ซาบซึ้งกินใจแต่มันไม่ปะติดปะต่อกันตลอดเรื่อง

…อย่างไรก็ดี เด็กหอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า หากผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดทุกด้าน จุดอ่อนหลายจุดก็สามารถถูกลืมๆไปได้ ยิ่งถ้าคนดูสามารถอินไปกับอารมณ์ของหนัง สิ่งที่ดึงคนดูไปได้จนจบคืออารมณ์ของหนังนั่นเอง

ผู้กำกับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ศิษย์เก่าโรงเรียนในหนัง ผมเองก็ได้แต่สงสัยจังว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องของตัวเอง) หนึ่งในทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ แยกมากำกับเดี่ยวเป็นเรื่องแรก ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์นี้ต่อเนื่องมาได้ไม่แพ้ เพื่อนสนิท ที่เป็นงานกำกับเดี่ยวของทีมเดียวกัน นั่นคือ หนังแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียด ประณีตในตัวงาน เช่น การถ่ายภาพและบันทึกเสียงที่โดดเด่นมาก การคัดตัวนักแสดงเล่นกันได้ดี น้องแน็คจากแฟนฉันยังคงมือไม่ตก เช่นเดียวกับ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่มารับบทคุณครูผู้มีความหลังลึกลับ ที่เด่นเป็นพิเศษคือเด็กหนุ่มที่มารับบท วิเชียร ซึ่งสีหน้าแววตาเล่นออกมาได้มีมิติกว่าน้องแน็คเสียด้วยซ้ำ รวมถึงบทพ่อของชาตรีที่ออกมาไม่มากก็เล่นได้ดี

ตัวหนังที่ออกมาในแนวดราม่า + การก้าวข้ามผ่านวัย เป็น อีกหนึ่งหนังไทยแนวนี้ที่หายไปนาน และ การมาของเด็กหอ ถือว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแถมมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยการผนวกความเป็นหนังผีเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่า จากหนังตัวอย่างที่เสนอตัวเองเป็นหนังผีเต็มตัว อาจทำให้คนดูที่คาดหวังประมาณอารมณ์สยองขวัญสั่นประสาทต้องผิดหวัง ฉากชวนตกใจจากผีหลอกออกเท่าที่เห็นในหนังตัวอย่างไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

ส่วนดราม่าของหนังทำออกมาได้ดีมากในหลายฉากหากมองเป็นฉากๆไป โดยเฉพาะคนดูยิ่งถ้าเคยมีประสบการณ์ร่วมเหมือนในหนังแล้วจะพบว่าหนังถ่ายทอดอารมณ์ชวนให้ถวิลหาอดีตได้ดีเหลือเกิน แค่ฉากนั่งบนแท้งค์น้ำตอนท้ายกับเพื่อนๆมันก็ทำให้ผมเหมือนตัวเองเด็กลงไปเป็นช่วงเวลานั้นอย่างไม่รู้ตัว ส่วนบรรยากาศผีออกหลอกหลอนที่มีอยู่น้อยในหนังนั้นก็น่ากลัวมิใช่เล่น แต่หากผู้กำกับคิดจะไปกำกับหนังผีเต็มตัว คงจะดีหากหนังลดความจงใจใส่พิรุธ หรือ ลดการใส่ความน่าสงสัยเกินเหตุเข้าไปในหนัง แล้วให้หนังเล่าไปข้างหน้าอย่างเนิบช้าด้วยตัวมันเอง ตัวอย่างที่หนังจงใจเช่น สีหน้าสาวใช้ตอนเอาของขึ้นท้ายรถ สีหน้าของน้องแน็คที่ดูลึกลับตลอดเวลา สีหน้าวิเชียรที่ตกใจตอนมองไม่เห็นใคร (ไม่รู้จะตกใจเพื่ออะไรเพราะตัวเองก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผี) ฯลฯ มันทำให้เดาได้ง่ายเกินไปและดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูหนัง ไทย